วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2553

"Pad" ของเล่นคนรวย

"Pad" ของเล่นคนรวย ต้องยอมรับว่าเดือนกันยายน 2553 คือเดือนที่ข่าวความเคลื่อนไหวเรื่องคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตทรงกระดานชนวนหรือที่หลายคนเรียกกันว่า Pad นั้นเริ่มขยับเข้าใกล้ชีวิตจริงของชาวไทยมากที่สุด เพราะข่าววงในจากค่ายไอทีไม่ต่ำกว่า 2 แห่งย้ำว่าจะมีการเปิดตัว Pad เพื่อวางจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการภายในเดือนนี้

หากเป็นเช่นนั้นจริง หนึ่งในปรากฏการณ์ที่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นในเมืองไทยนับจากนี้ คือการเข้าคิวเพื่อซื้อ Pad แบบถล่มทลาย เมื่อถึงตอนนั้น Pad ในสายตาคนไทยอาจจะไม่ใช่แค่ "ของเล่นคนรวย" อีกต่อไป แต่เป็น "ของเล่นของคนทุกเพศทุกวัย" แทน

Pad นั้นมีลักษณะเหมือนกับการนำสมาร์ทโฟนมาขยายใหญ่ ตัวเครื่องสวยงามแต่ก็ยังไม่มีคุณสมบัติเทียบเท่าคอมพิวเตอร์พกพา ในช่วงแรก Pad นั้นถูกวิจารณ์ว่าอาจไม่สามารถครองใจผู้บริโภคได้เพราะชาวไอทีนั้นมีสมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์คู่กายอยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพกพา Pad ในชีวิตประจำวันเพิ่มอีกหนึ่งตัว

แต่คำวิจารณ์นี้ผิดคาด เพราะในต่างประเทศนั้น สินค้าตระกูล Pad กลายเป็นกระแสนิยมที่ทำยอดขายได้ถล่มทลาย ซึ่งแม้จะพิสูจน์ตัวเองได้ แต่หลายคนก็เชื่อว่ายอดขาย Pad นั้นเกิดจากความ "เห่อ" ของผู้มีอันจะกินซึ่งไล่ตามแฟชันไอทีตลอดเวลา

แต่ในที่สุด Pad ก็สามารถพิสูจน์ตัวเองว่าสามารถทำเงินได้จริง แถมยังทำให้ช่องว่างหรือ gap ในอายุของกลุ่มผู้ใช้งานนั้นหายไปได้ด้วย

กรณีของ iPad คอมพิวเตอร์กระดานชนวนของแอปเปิลนั้นเห็นได้ชัดเจนที่สุด โดย iPad ถูกรายงานว่าเด็ก 3 ขวบวัยอนุบาลนั้นติดใจหนักหนากับการสัมผัสหน้าจอเพื่อการเล่นเกมและเรียนรู้ก่อนวัยเรียน กระทั่งคุณยายวัย 80 ปีในต่างประเทศก็สามารถเพลิดเพลินกับเกม iPad ได้อย่างน่าทึ่ง เท่ากับว่า iPad คือของเล่นใช้งานง่ายชิ้นเยี่ยมที่เด็กใช้ได้ ผู้ใหญ่ก็ใช้ดี

เฉพาะ iPad ขณะนี้คาดว่ายอดขายในเมืองไทยอยู่ที่ 40,000 เครื่อง ทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มทำตลาดอย่างเป็นทางการ ลำพังในสหรัฐฯนั้นมียอดขายช่วง 3 เดือนแรกสูงถึง 3 ล้านเครื่อง คาดว่าจะทะลุ 8 ล้านเครื่องในสิ้นปีนี้

ไม่เคยมีแพลตฟอร์มหรือคอมพิวเตอร์รูปแบบใดที่เติบโตรวดเร็วเช่นนี้ และสิ่งที่เกิดขึ้นย่อมสะท้อนว่า Pad นั้นไม่ใช่แค่"ของเล่นคนรวย"ธรรมดาๆแน่นอน

ความสามารถในการปฏิวัติกรอบอายุผู้ใช้งานให้ขยายวงกว้างทุกกลุ่มอายุของ iPad ทำให้ค่ายไอทีไม่สามารถมองข้ามตลาด Pad ไปได้ ทำให้ที่ผ่านมา บริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์น้อยใหญ่ทั่วโลกพากันแจ้งเกิด Pad ต่างระบบปฏิบัติการ ต่างขนาด และต่างราคาออกมาตอบกลุ่มตลาดที่ต่างกันอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งผลที่เกิดขึ้นย่อมหมายถึงความหลากหลายของ Pad ในอนาคต และเมื่อราคาของ Pad ลดลงตามกลไกตลาด เมื่อนั้น Pad ก็จะกลายเป็นของเล่นสำหรับทุกคน

ผู้ผลิตรายล่าสุดที่คาดว่าจะโกยเงินจากกระแสนิยม Pad ได้ถล่มทลายคือโตชิบาและซัมซุง โดยรายหลังนั้นประกาศว่าจะส่ง Galaxy Tab แท็บเล็ตของตัวเองออกสู่ตลาดถึง 10 ล้านเครื่องทั่วโลกภายในปีนี้ ในราคาระหว่าง 200-300 เหรียญ (พร้อมสัญญาใช้บริการเครือข่าย 3G นาน 2 ปี) หรือราว 6,200-9,300 บาท

ทั้งหมดนี้ นักวิเคราะห์เชื่อกันว่าจะมี Pad ที่ไม่ใช่ฝีมือการผลิตของแอปเปิลมากกว่า 10-15 ล้านเครื่องในตลาดภายในปีหน้า (2011) ซึ่งเมื่อรวมตัวเลขการผลิต iPad ของแอปเปิล ก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงทะเล Pad ที่จะโถมซัดคนไอทีทั้วโลก

เฉพาะ iPad ของแอปเปิล บริษัทวิจัย Morgan Stanley นั้นประมาณว่าแอปเปิลจะเร่งการผลิต iPad จาก 2 ล้านเครื่องต่อเดือน มาเป็น 3 ล้านเครื่องต่อเดือนนับจากนี้ ผลคือปริมาณ iPad ที่จะลงสู่ตลาดนั้นมีจำนวนมากถึง 36 ล้านเครื่องต่อปี

ฉะนั้น สิ่งเดียวที่จะอธิบายความร้อนแรงของ Pad ในนาทีนี้ได้ ก็คือคนทุกคนล้วนชอบของเล่น ในเมื่อของเล่นคนรวยชิ้นนี้กำลังจะถูกลดระดับเพดานราคาลงมา ก็ขึ้นอยู่กับว่า คุณจะหวั่นไหวจนยอมลงมาเล่นด้วยหรือเปล่า.

PAD และ Tablet คืออะไร

แท็บเล็ต (Tablet) ในอดีตนั้นหมายถึงโน้ตบุ๊กพร้อมคีย์บอร์ดเครื่องหนาที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการสำหรับคอมพิวเตอร์ของแท้และปากกาสไตลัส ผู้ใช้สามารถหมุนหน้าจอแล้วพับลงบนคีย์บอร์ดเพื่อใช้งานในรูปทรงสี่เหลื่ยมแบนราบ จุดเด่นคือความสามารถในการแก้ไขเอกสารและส่งอีเมลที่มีข้อความซึ่งเขียนด้วยลายมือของตัวเองได้

แต่สำหรับ Pad หรือแท็บเล็ตยุคใหม่นั้นถูกแปลงโฉมให้เป็นอุปกรณ์คู่ใจนักท่องเน็ต โดยแทนที่จะเป็นระบบปฏิบัติการสำหรับคอมพิวเตอร์แบบแท็บเล็ตดั้งเดิม Pad กลับใช้ระบบปฏิบัติการสมาร์ทโฟนแทน เช่น iOS ของแอปเปิลและ Android ของกูเกิลเพื่อความว่องไวทันใจ ทำให้ผู้ใช้สามารถวาดนิ้วไปบนหน้าเอกสาร วาดภาพ เล่นเกม 3 มิติ และดูหนังฟังเพลงได้ แม้จะไม่ใช่คอมพิวเตอร์เต็มขั้น และผู้ใช้ Pad ยังจำเป็นต้องมีคอมพิวเตอร์พีซีไว้ใช้งานร่วมด้วย

การเลือก Pad นั้นไม่ต่างอะไรกับการเลือกคอมพิวเตอร์พกพา เพราะต้องพิจารณาหน่วยประมวลผล (CPU) หน่วยความจำ (RAM) และการเชื่อมต่อ ซึ่งยิ่งความเร็วสูงและแรมมากเท่าใด ประสิทธิภาพการทำงานก็จะสูงตามไปด้วย และแน่นอนว่าสนนราคาเครื่องก็จะยิ่งแพงขึ้นเท่านั้น

สิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้คืออายุการใช้งานแบตเตอรี่ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการใช้งานขณะเคลื่อนที่โดยตรง

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

sahasachai@gmail.com

ฟรีบริการเก็บสถิติเว็บไซด์ FlashSanook แฟลชเกมสนุกของคนออนไลน์